บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
( CAI : Computer Assisted
Instruction)
บูรณะ สมชัย (2538 : 21-22) ได้อธิบายกระบวนการการเรียนการสอนไว้ว่า
การสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้สอนและนักเรียนเมื่อผู้เรียนรับรู้ข้อมูลแล้วแปลผลก็แสดงว่ามีการเรียนรู้เกิดขึ้น
การสื่อสารในกระบวนการเรียนการสอนมี
2 ลักษณะได้แก่
1. การสื่อสารทางเดียวหรือระบบวงจรเปิด ( Open - loop system) คือการสื่อสารผ่านสื่อต่างๆไปยังผู้เรียนทางเดียวผู้เรียนไม่สามารถสื่อสารไปยังผู้สอนได้เช่นการเรียนระบบทางไกลการอ่านจากเอกสารและตำราเป็นต้น
2. การสื่อสารสองทางหรือระบบวงจรปิด
( Closed - loop system) คือการสื่อสารที่ผู้เรียนและผู้สอนสามารถได้โต้กันได้เช่นการสอนในห้องเรียนการสาธิต
( Demonstration) เป็นต้น
การสื่อสารแบบสองทางเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดผู้เรียนสามารถแปลสารหรือรับรู้ข่าวสารได้ถูกต้องแม่นยำเมื่อไม่เข้าใจก็สามารถซักถามได้
การจัดการศึกษาตามเอกัตภาพ
ในกระบวนการเรียนการสอนนั้นผู้เรียนมีศักยภาพแตกต่างกันทั้งร่างกาย
ความสามารถและระดับมันสมองแม้จะมีการจัดการการเรียนการสอนสองทางแล้วก็ตาม
ผู้เรียนแต่ละคนจะรับรู้ได้ไม่เท่ากันทำให้ผู้เรียนที่เรียนช้าต้องใช้เวลามากในการเรียนรู้ส่วนผู้เรียนที่เรียนรู้ได้เร็วต้องเสียเวลารอผู้เรียนที่เรียนช้าทำให้เกิดการเบื่อหน่ายได้
จึง ได้มีนักการศึกษาทำการพัฒนากระบวนการการเรียนการสอนให้เป็นเอกภาพตามระดับความสามารถของผู้เรียนเรียกว่า
"การศึกษาตามเอกัตภาพ"
การศึกษาตามเอกัตภาพมีอยู่ 3 ลักษณะได้แก่
1. บทเรียนโปรแกรม ( Programmed Instruction) เป็นบทเรียนที่จัดเป็นหน่วย
ๆ มีกระ บวน การเรียนรู้และวัดผลเบ็ดเสร็จ
เมื่อผู้เรียนผ่านเกณฑ์ในหน่วยหนึ่งแล้วจึงจะผ่านไปเรียนในหน่วยต่อไปได้บทเรียนโปรแกรมนี้สกินเนอร์
( B.F.Skinner) เป็นผู้คิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการเรียนอ่อนของบุตรสาวของตนเอง
2. บทเรียนโมดูล ( Module Instruction) เป็น บทเรียนที่จัดเป็นชุด ( Package) ซึ่งประกอบไปด้วยบทเรียน
อุปกรณ์ และสื่อ เพื่อประกอบการเรียนรู้ครบวงจรอยู่ในชุดการเรียนรู้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และทดลองหาประสบการณ์ได้ด้วยตนเอง
3. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( CAI : Computer Assisted Instruction) พัฒนา
มาจากบทเรียนโปรแกรมของสกินเนอร์ตามวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวนำเสนอบทเรียนดังจะได้กล่าวละเอียดต่อไป
บทเรียนทั้ง 3 ประเภทที่กล่าวมานั้นบทเรียน
CAI มีประสิทธิภาพมากที่สุดประกอบกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาความสามารถเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อยในขณะที่ราคารถต่ำลงตามลำดับซึ่งเป็นเรื่องที่ครูบาอาจารย์ควรจะให้ความสำคัญของบทเรียน
CAI ให้มากในอนาคตคาดว่าจะมีบทบาทมากในกระบวนการจัดการการเรียนการสอน
VIDEO
Reference: https://youtu.be/mLamvRBhLME
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
( CAI )
ทักษิณา
วิไลลักษณ์ (25 51 : 21-22)
ได้อธิบายบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ CAI ไว้ว่า
มาจากคำว่า Computer Assisted Instruction คือกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนต่าง
ๆ ลักษณะการเรียนการสอนเป็นแบบให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับบทเรียน
ในลักษณะการถาม – ตอบ หรือลักษณะของการนำเสนอเนื้อหาแต่ละหน่วยการเรียน
โดยผู้สอนจะเป็นผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่าจะจัดเนื้อหาอย่างไร
มีลำดับของบทเรียนเป็นแบบลำดับหรือแบบขนาน โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทั้ง 2 แบบ
จะมีสิ่งเร้าให้กับผู้เรียน ได้แก่
เนื้อหา ภาพที่เคลื่อนไหวได้และมีการตอบคำถาม
การตอบสนองของผู้เรียนเมื่อตอบถูกจะมีการเสริมแรงและเมื่อตอบผิดจะมีการให้กำลังใจ
เสริมแรงให้ตอบใหม่หรือให้ตอบให้ถูก
โดยผู้สอนที่จะสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะต้องทำการระดมสมอง
เกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียนก่อน โดยให้ผู้สอนในวิชาเดียวกันมาช่วย
เพื่อเพิ่มมุมมองให้มีความหลากหลาย จากนั้นนำแผนภูมิระดมสมองที่ได้มาจัดกลุ่ม ที่เรียกว่า
แผนภูมิความคิดรวบยอด จากนั้นนำแผนภูมิความคิดรวบยอดที่ได้ไปดูว่า
บทเรียนนี้ควรมีการเรียนรู้แบบลำดับ (Linear) หรือแบบขนาน (Parallel) เรียกว่าแผนภูมิโครงข่ายเนื้อหา
แล้วลงมือสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีลักษณะการนำเสนอเป็นกรอบ( Frame) เรียงลำดับไปเรื่อย
ๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์บทเรียนได้
สำหรับการตอบสนองต่อการตอบคำถามจะใช้เสียง คำบรรยายหรือภาพกราฟิก เพื่อสร้างแรงจูงใจ
ความมั่นใจในการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนตอบผิดไม่ควรข้ามเนื้อหาโดยไม่เฉลย
ควรให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียน ไม่จำกัดเวลาและได้เรียนตามความต้องการของตนเอง
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
คือการนำเสนอบทเรียนโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความต้องการของผู้เรียนเองหรือเรียนจนเกิดความเข้าใจในบทเรียน
ประวัติบทเรียน
CAI
บูรณะ สมชัย (2538 : 24) ได้อธิบายประวัติบทเรียน CAI ไว้ดังนี้
👉 ปี ค.ศ. 1958 มหาวิทยาลัยฟลอริดาได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการสอนและทบทวนบทเรียนทางด้านวิชาฟิสิกส์และสถิติในปีเดียวกันมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการสอนระดับมัธยมศึกษาในวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์
👉ปี ค.ศ. 1960 มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์จะทำ CAI แบบเทอร์มินัล ( Terminal) ที่สามารถโต้ตอบกับผู้เรียนได้ชื่อว่า
" PLATO"
👉 ปี ค.ศ. 1963 มีการสัมมนาให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้เกี่ยวกับ
บทเรียน CAIขยายวงกว้างขึ้น
👉ปี ค.ศ. 1971 มหาวิทยาลัยบริกคัมยังและเทกซัส ได้พัฒนาบทเรียน CAI ใช้กับมินิคอมพิวเตอร์ ( Mini computer) ใช้โปรแกรมชื่อ TICCIT
: Time Shared Interactive Information Television
ต่อมาญี่ปุ่นได้พัฒนาบทเรียน CAI จนสามารถใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์
และได้มีการเผยแพร่ทั่วไปใช้เป็นบทเรียนช่วยสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา
องค์ประกอบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
บูรณะ
สมชัย (2542
: 24) ได้อธิบายองค์ประกอบของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ว่า
ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ
คือ
1. HardWare (อุปกรณ์)
2. SoftWare (โปรแกรม)
3. PropleWare (มนุษย์)
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ซึ่งสัมพันธ์กันเป็นห่วง Olympic Games ดังรูป ในส่วนของ PropleWare แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ
คือ ระดับมืออาชีพ ( Professional) หรือโปรแกรมเมอร์ ( Programmer) คือ เขียนโปรแกรมประยุกต์
( Application) ได้
รองลงมาก็ระดับผู้ใช้ (User)
คือ ผู้ใช้โปรมแกรมประยุกต์มาสร้างงาน
หรือสร้างแอปพลิเคชันอีกทีได้ เหมือนครูสร้าง CAI
ได้เป็นต้น ส่วนระดับที่สามก็คือ
ผู้ใช้ปลายทาง (EndUser) คือ
ผู้ใช้งานที่ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เลย ขอเพียงเปิด-ปิดเครื่องได้ กดแป้น
หรือพิมพ์คำตอบได้ก็พอ ในที่นี้ คือ
ผู้เรียนนั่นเอง
ลักษณะโครงสร้างของ
CAI
บูรณะ สมชัย (2542 : 23-27) ได้อธิบายลักษณะโครงสร้างของ CAI ไว้ดังนี้ โครงสร้างของ CAI จะประกอบด้วย 3 ลักษณะ คือ
1. การนำเสนอ ( Presentation )
การนำเสนอ ( Presentation) คือ การนำข้อมูลหรือเนื้อหาบทเรียน
เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คือ เข้าใจตามวัตถุประสงค์ไม่ว่าจะเป็นขั้นความรู้
ขั้นความจำ หรือขั้นนำไปใช้ในเวลาจำกัด
จึงจะเรียกได้ว่า “มีประสิทธิภาพ ”
และการที่จะนำเสนอให้มีประสิทธิภาพนั้นต้องนำเสนอด้วยระบบมัลติมีเดีย
ได้แก่
1) สไลด์โชว์ (Slide Show)
คือ การพลิกไปทีละหน้า หรือเลื่อนขึ้น-ลง เมื่ออ่านหนังสือ มีการเชื่อมโยงไปในหน้าอื่นที่ต้องการความหมายหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
โดยไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับหน้าที่เรียกกันว่า ไฮเปอร์เท็กซ์ ( Hyper text) และอาจจะมีเสียงบรรยาย ( Sound) หรือเสียงดนตรี ( Midi)
2) อะนิเมชัน (Animation) คือ การนำเสนอที่มีภาพเคลื่อนไหวในลักษณะเคลื่อนทั้งภาพและภาพเคลื่อน
เช่น การ์ตูนหรือการทำงานของชิ้นส่วน
หรือการทำงานของเครื่องยนต์ เป็นต้น
ในความเป็นจริงเราไม่สามารถมองเห็นลูกสูบทำงานได้ แต่สามารถสร้างสถานการณ์จำลองด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ และยิ่งถ้ามีเสียงประกอบให้เหมือนจริงก็ยิ่งดึงดูดความสนใจผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
3)
วิดีโอหรือภาพยนตร์ (Video and Movies)
คือการนำเสนอด้วยลักษณะของภาพยนตร์โดยจะมีความเหมือนจริงทั้งภาพและเสียง
ในบางตอนอาจนำเอาอะนิเมชันมาประกอบเพื่อให้เข้าใจง่าย
เช่น การทำสื่อโฆษณาทางทีวี
เป็นต้น ถือได้ว่าเป็นการนำเสนอที่ดีที่สุด
2. การปฏิสัมพันธ์ (Interactive)
การปฏิสัมพันธ์
(Interactive) คือ การโต้ตอบกับผู้เรียน ในกระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพที่สุดนั้น
จะต้องเป็นแบบสื่อสาร 2ทาง
เช่น นักเรียนในห้องสามารถถามครูผู้สอนได้เมื่อไม่เข้าใจเนื้อหา
หรือครูอาจารย์สามารถซักถามนักเรียนเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์การเรียนได้
แต่ถ้าดูการสอนอย่างเดียว ไม่มีการโต้ตอบหรือสอบถามได้
เช่น ดูทีวี เป็นต้น เรียกว่า สื่อสารทางเดียว ก็จะมีการเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนได้ระดับหนึ่ง
ขึ้นอยู่กับ “อายุสมาธิ ”
ของผู้เรียน การปฏิสัมพันธ์จึงจัดเป็นส่วนหนึ่งของ CAI
ลักษณะการปฏิสัมพันธ์ (Interactive)
กับ CAI มีดังนี้
1) Mouse-Click คือ ใช้เมาส์คลิกที่ออบเจ็กต์ เช่น
พลิกหน้า เลื่อนหน้า ขึ้น-ลง , เลื่อนซ้าย เลื่อนขวา , เชื่อโยงไปหน้าอื่น
หรือไปสื่ออื่น เป็นต้น
2) Hot-key คือ ใช้นิ้วกดแป้นคีบอร์ดลัด เช่น แป้นลูกศร แป้นอักษร Y=Yes ( True) , N=No ( False) เป็นต้น
3) Text-Matching คือ การพิมพ์ข้อความตามเงื่อนไขจะเป็นจริง
ถ้าไม่ตรงก็จะเป็นเท็จ เช่น
เติมคำในช่องว่าง เป็นต้น
4) Time คือ กำหนดเวลาให้กระทำ จะเป็นตัวเร่งให้ผู้เรียนมีความสนใจ ต่อเนื้อหาบทเรียน
5) Sound คือ การใช้เสียงเป็นสื่อโต้ตอบกับบทเรียน
เช่น ฝึกการอ่านภาษา
ถ้าอ่านไม่ถูกหรือเสียงเพี้ยนก็จะให้ทบทวนใหม่หรือผ่านไปหน้าต่อไปไม่ได้
3. การประมวลผล
(Evaluation)
การประมวลผล (Evaluation) คือ การประมวลผลการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยจะรวบรวมผลของการโต้ตอบที่ต้องการมาเป็นข้อมูลและคำนวณผลออกมาโดยจะออกมาเป็น “เปอร์เซ็นต์ ” เป็น “เกณฑ์ ” หรือเป็น “เกรด ” ก็ได้ โดยปกติแล้วจะประเมินผลด้วยเหตุผล
ต่อไปนี้
1)
วัดผลการสอบหรือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้
2)
หาความเป็นมาตรฐานของข้อสอบ
3)
หาเกณฑ์ตัดสิน
ลักษณะของบทเรียน
CAI
บูรณะ
สมชัย (2538 : 26) ได้อธิบายลักษณะของบทเรียน CAI ไว้ดังต่อไปนี้
บทเรียน CAI เป็นบทเรียนที่ประยุกต์มาจากบทเรียนโปรแกรมของสกินเนอร์โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์นำเสนอบทเรียนซึ่งมีลักษณะเป็นโมเดล 2 แบบ คือ
1. แบบเชิงเส้น ( linear Programming) เป็นบทเรียนที่ต้องเรียนทีละน้อยตามลำดับจะข้ามหน่วยไม่ได้
แผนผังโครงสร้างบทเรียนชนิดแบบทดสอบ
2. แบบไม่เชิงเส้น ( Branching
programming) บทเรียนที่โยงระหว่างหน่วยถึงการได้ตามความต้องการผู้เรียนสามารถเลือกเรียนหน่วยต่างๆที่จัดไว้ตามระดับความสามารถของตนเองได้
แผนผังโครงสร้างบทเรียนชนิดเลือกบทเรียน
รูปแบบและประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์
1. รูปแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์
ทักษิณา วิไลลักษณ์ (25 51 : 22-23 ) ได้อธิบายเกี่ยวกับรูปแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ไว้ดังนี้
1)
แบบเสนอเนื้อหาใหม่
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ใช้บทเรียนนี้แทนผู้สอน โดยการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในลักษณะนี้สร้างค่อนข้างยากเพราะผู้สร้างต้องคิดไว้ว่า
ผู้เรียนอาจจะสงสัยในข้อความที่ปรากฏ เช่น
ถ้าเรียนเรื่องเส้นตรง
นิยาม
เส้นตรงคือการนำสัตว์มาเรียงต่อกัน
ผู้สอนต้องการบอกนิยามของเส้นตรง
แต่ผู้เรียนอาจจะสงสัยนิยามของจุดก็ได้ ผู้สร้างก็จะต้องให้นิยามหรือความหมายของจุดไว้ด้วยเผื่อผู้เรียนเกิดความสงสัย
ผู้เรียนอาจจะไม่สงสัยก็ได้ถ้าผู้ เรียนเรียนในห้องเรียน
เมื่อมีข้อสงสัยก็จะซักถามผู้สอนได้
2)
แบบฝึกฝนและฝึกหัด
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้หลังจากที่เรียนมากับครูในชั้นเรียนแล้ว
และมาทำแบบฝึกหัดเพื่อเป็นการทบทวนความรู้ที่เรียนว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีหรือไม่
ต้องกลับไปเรียนใหม่หรือไม่ ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้กลับไปศึกษาบทเรียนใหม่
3) แบบทบทวนความรู้
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้
หลังจากที่เรียนมากับครูในชั้นเรียนแล้ว เป็นการสอนเสริมเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น
4) แบบสถานการณ์จำลอง
ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ให้ใช้บทเรียนนี้หลังจากที่เรียนบทเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถ แก้ไขสถานการณ์ได้ ทำตามที่โจทย์กำหนดได้ตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีหลายรูปแบบ ความยากง่ายในการนำเสนอจึงแตกต่างกันไปทั้งในด้านของเนื้อหา
วัตถุประสงค์และตัวผู้เรียน
2. ประเภทของบทเรียน CAI
บูรณะ สมชัย ( 2538 : 28 ) ได้จำแนกบทเรียน CAI เป็น 7 ประเภท ได้แก่
1) แบบฝึกทักษะและแบบฝึกหัด ( Drill and
Practice) เป็นลักษณะบทเรียนโปรแกรมที่สามารถเลือกบทเรียนที่จะเรียนได้ตามระดับความสามารถของผู้เรียนมีแบบฝึกหัดให้ทำเพื่อทดสอบระดับความรู้และสามารถทบทวนบทเรียนได้เมื่อยังไม่เข้าใจหรือมีความรู้ไม่เพียงพอ
2) แบบเจรจา ( Dialogue)
เป็นลักษณะพูดคุยได้โต้ตอบได้ ใช้ในการเรียนด้านภาษาหรือกับนักเรียนระดับอนุบาลหรือประถมศึกษาตอนต้น
เป็นต้น
3)
แบบจำลองสถานการณ์ ( Simulation)ใช้กับการเรียนที่เรียนกับของจริงได้ยากหรือเสี่ยงอันตรายเช่นจำลองการเรียนการบิน
การเดินทางในอวกาศ เป็นต้น
4) แบบเกมส์ ( Games)
เป็นการเรียนรู้จักเกมส์ที่จะทำด้วยคอมพิวเตอร์ เช่น
เกมส์ต่อภาพ เกมส์ต่อคำศัพท์ เกมส์ทางคณิตศาสตร์ เป็นต้น
5) การแก้ปัญหาต่างๆ
( Problem Solving) เป็นการเรียนที่
ใช้คอมพิวเตอร์สุ่มข้อมูลมา แล้วให้นักเรียนวิเคราะห์หรือแก้ปัญหาเช่นวิชาสถิติ
วิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น
6)
การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ( Investigation) เป็นการจัดสถานการณ์ขึ้นแล้วให้นักเรียนค้นหาข้อเท็จจริงเช่นผสมพยัญชนะหรือคำสั่งโดยคอมพิวเตอร์จะบอกความหมาย
คำตรงข้าม คำใกล้เคียง เป็นต้น
7) การทดสอบ ( Testing)
เป็นการทดสอบความรู้และความสามารถของผู้เรียนโดยคอมพิวเตอร์จะจัดข้อสอบให้และทำการประมวลผลให้ทราบได้ทันที
เช่น การทดสอบพื้นฐานความรู้ การทดสอบ IQ เป็นต้น
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดของกาเย่
ทักษิณา วิไลลักษณ์ (25 51 : 23-27) ได้อธิบายลักษณะการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ตามแนวคิดของกาเย่ไว้ว่า
เสมือนผู้เรียนอยู่ในห้องเรียนเกิดข้อสงสัยก็สามารถทำผู้สอนได้
การออกแบบโดยยึดหลักการนำเสนอเนื้อหาและจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีหลักการสอนดังนี้
1. เร่งเร้าความสนใจ (Gain
Attention)
ก่อนที่จะเริ่มการนำเสนอเนื้อหาบทเรียน ควรมีการจูงใจ
และเร่งเร้าความสนใจให้ผู้เรียนอยากเรียน การนำเสนอบทนำเรื่อง (Title) ของบทเรียนควรให้สายตาของผู้เรียนอยู่ที่จอภาพโดยไม่พะวงอยู่ที่แป้นพิมพ์
หรือส่วนอื่นๆ การตอบสนองจากผู้เรียนควรเป็นการตอบสนองที่ง่าย
ๆ เช่น คลิกเมาส์
หรือกดแป้นพิมพ์ตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อเร่งเร้าความสนใจของผู้เรียนมีดังนี้
1) ใช้ภาพกราฟิก ที่มีขนาดใหญ่ชัดเจน ง่ายและไม่ซับซ้อน
2) ใช้เทคนิคการนำเสนอที่ปรากฏภาพได้รวดเร็ว
เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเบื่อ
3) ควรให้ภาพปรากฏบนจอภาพระยะหนึ่ง จนกระทั่งผู้เรียนกดแป้นพิมพ์ใด
ๆ ได้จึงเปลี่ยนไปสู่กรอบอื่น ๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ให้กับผู้เรียน
4) เลือกใช้ภาพกราฟิกที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
ระดับความรู้ และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
ใช้ภาพเคลื่อนไหวหรือใช้เทคนิคการนำเสนอภาพผลพิเศษเข้าช่วย
เพื่อแสดงการเคลื่อนไหวของภาพ แต่ควรใช้เวลาสั้นๆและง่าย
2. บอกวัตถุประสงค์ (Specify
Object)
กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะได้ทราบถึงความคาดหวังของบทเรียนจากผู้เรียน
นอกจากผู้เรียนจะทราบถึงพฤติกรรมขั้นสุดท้ายของตนเองหลังจบบทเรียนแล้ว
ยังเป็นการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าถึงประเด็นสำคัญของเนื้อหารวมทั้งเค้าโครงของเนื้อหาอีกด้วย
จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถผสมผสานแนวความคิดในรายละเอียด
หรือส่วนย่อยของเนื้อหาให้สอดคล้องและสัมพันธ์กับเนื้อหาส่วนใหญ่ได้
ซึ่งมีผลทำให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลการวิจัยยังพบด้วยว่าผู้เรียนที่ทราบวัตถุประสงค์ของการเรียนก่อนเรียนบทเรียน
จะสามารถจำและเข้าใจในเนื้อหาได้ดีขึ้นอีกด้วย วัตถุประสงค์บทเรียนจำแนกเป็น 2ชนิด
ได้แก่วัตถุประสงค์ทั่วไปและวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม การบอกวัตถุประสงค์
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมักกำหนดเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื่องจากเป็นวัตถุประสงค์ที่ชี้เฉพาะสามารถวัดได้และสังเกตได้ง่าย
ไม่ควรกำหนดวัตถุประสงค์หลายข้อเกินไปในเนื้อหาแต่ละส่วน
ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสับสน
3. ทบทวนความรู้เดิม (Activate
Prior Knowledge)
การทบทวนความรู้เดิมก่อนที่จะนำเสนอความรู้ใหม่แก่ผู้เรียน
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการประเมินความรู้ที่จำเป็นสำหรับบทเรียนใหม่เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดปัญหาในการเรียนรู้
วิธีปฏิบัติโดยทั่วไปสำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์คือ การทดสอบก่อนบทเรียน (Pre- test) ซึ่งเป็นการประเมินความรู้ของผู้เรียนเพื่อทบทวนเนื้อหาเดิมที่เคยศึกษาผ่านมาแล้ว
และเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับเนื้อหาใหม่ การทบทวนความรู้เดิมอาจอยู่ในรูปแบบของการกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดย้อนหลังถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาก่อนหน้านี้ก็ได้
การกระตุ้นดังกล่าวอาจแสดงด้วยคำพูด คำเขียนภาพ หรือผสมผสานกัน แล้วแต่ความเหมาะสม ปริมาณมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อหา
สิ่งที่จะต้องพิจารณาในการทบทวนความรู้เดิมมีดังนี้
ควรมีการทดสอบความรู้พื้นฐานหรือนำเสนอเนื้อหาเดิมเรื่องที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมผู้เรียนในการเข้าสู่เนื้อหาใหม่โดยไม่ต้องคาดเดาว่าผู้เรียนกี่พื้นความรู้เท่ากันแบบทดสอบต้องมีคุณภาพ
สามารถแปลผลได้โดยวัดความรู้พื้นฐานที่จำเป็นกับการศึกษาเนื้อหาใหม่เท่านั้น
มิใช่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแต่อย่างใด การทบทวนเนื้อหารือการทดสอบคนใช้เวลาสั้น ๆ กระชับ และตรงตามวัตถุประสงค์ของบทเรียนมากที่สุด ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนออกจากเนื้อหาหรือออกจากการทดสอบ
เพื่อไปศึกษาทบทวนได้ตลอดเวลา
4. นำเสนอเนื้อหาใหม่ (Present New Information)
ในการนำเสนอเนื้อหาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรนำเสนอภาพที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาประกอบกับคำอธิบายสั้น
ๆ แต่ได้ใจความ การใช้ภาพประกอบจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาง่ายขึ้นและมีความจำได้ดีกว่าการใช้คำอธิบายเพียงอย่างเดียว โดยหลักการที่ว่าภาพช่วยอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมให้ง่ายต่อการเรียนรู้
แม้ในเนื้อหาบางช่วงจะมีความยากในการที่จะคิดสร้างภาพประกอบแต่ก็ข้อควรจะพิจารณาวิธีการต่าง
ๆ ที่จะนำเสนอด้วยภาพให้ได้มา แม้จะมีจำนวนน้อยแต่ก็ยังดีกว่าคำอธิบายเพียงคำเดียว ภาพที่ใช้ในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจำแนกออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ภาพนิ่ง ได้แก่ ภาพลายเส้น ภาพ 2 มิติ ภาพ 3 มิติ ภาพถ่ายของจริง แผนภาพ แผนภูมิ และกราฟ อีกส่วนหนึ่ง ได้แก่ ภาพเคลื่อนไหว เช่น ภาพวีดีทัศน์ และภาพจากโปรแกรมสร้างภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น อย่างไรก็ตามการใช้ภาพประกอบเนื้อหาอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร
หากภาพเหล่านั้นมีรายละเอียดมากเกินไป ใช้เวลามากไปในการปรากฏบนจอภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา
ซับซ้อน เข้าใจยาก และไม่เหมาะสมในเรื่องเทคนิคการออกแบบ เช่น ขาดความสมดุล องค์ประกอบภาพไม่ดี
เป็นต้น ควรเสนอเฉพาะกราฟิกที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ควรใช้สีพื้นสลับไปสลับมาในแต่ละกรอบเนื้อหา และไม่ควรเปลี่ยนสีไปมาโดยเฉพาะสีหลักของตัวอักษร คำที่ใช้ควรเป็นคำที่ผู้เรียนระดับนั้นคุ้นเคยและเข้าใจความหมายตรงกัน ขณะนำเสนอเนื้อหาใหม่ควรให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำอย่างอื่นบ้างแทนที่จะให้กดแป้นพิมพ์หรือคลิกเมาส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น การปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน โดยวิธีการพิมพ์หรือตอบคำถาม
5. ชี้แนวทางการเรียนรู้ (Guide
earning)
ตามหลักการและเงื่อนไขการเรียนรู้ (Condition
of Learning) ผู้เรียนจะจำเนื้อหาได้ดีหากมีการจัดระบบการเสนอเนื้อหาที่ดีและสัมพันธ์กับประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมของผู้เรียน
บางทฤษฎีกล่าวว่าการเรียนรู้ที่กระจ่างชัด (Meaning
full Learning) นั้นทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือการเรียนที่ผู้เรียนวิเคราะห์และตีความในเนื้อหาใหม่ลงบนพื้นฐานของความรู้และประสบการณ์เดิมรวมกันเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ ดังนั้นหน้าที่ของผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในขั้นนี้ก็คือ พยายามค้นหาเทคนิคในการที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้เดิมมาใช้ในการศึกษาความรู้ใหม่ การใช้เทคนิคต่าง ๆ เข้าช่วย ได้แก่เทคนิคการให้ตัวอย่าง (Example) และตัวอย่างที่ไม่ใช่ตัวอย่าง (Non- example) อาจจะช่วยทำให้ผู้เรียนแยกแยะความแตกต่าง และความเข้าใจเนื้อหาต่าง
ๆ ได้ชัดเจนขึ้น อาจใช้วิธีการค้นพบ (Guide
Discovery) ซึ่งหมายถึง การพยายามให้ผู้เรียนคิดหาเหตุผล ค้นคว้าและวิเคราะห์หาคำตอบด้วยตนเอง โดยบทเรียนจะค่อยๆชี้แนะจากจุดกว้างๆและแคบลง จนผู้เรียนหาคำตอบได้เอง นอกจากนั้นการใช้คำอธิบายกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด สรุปแล้ว ในขั้นตอนนี้ผู้ออกแบบจะต้องยึดหลักการจัดการเรียนรู้จากสิ่งที่มีประสบการณ์เดิมอยู่แล้วไปสู่เนื้อหาใหม่ จากสิ่งที่ยากไปสู่สิ่งที่ง่ายกว่าตามลำดับขั้น บทเรียนควรแสดงให้ผู้เรียนได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเนื้อหาความรู้และช่วยให้เห็นว่าสิ่งๆนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งใดอย่างไรควรแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเนื้อหาความรู้ และช่วยให้เห็นว่าสิ่งย่อยนั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งใหญ่อย่างไร ควรแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสิ่งใหม่กับสิ่งที่ผู้เรียนมีประสบการณ์ผ่านมาแล้ว
นำเสนอตัวอย่างที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยอธิบายความคิดรวบยอดใหม่ให้ชัดเจนขึ้น
6. กระตุ้นการตอบสนองบทเรียน ( Elicit
Response)
การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้น เกี่ยวข้องโดยตรงกับระดับและขั้นตอนของการประมวลผลข้อมูล หากผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมคิด ร่วมกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหา
และร่วมตอบคำถามจะส่งผลให้มีความจำดีกว่า ผู้เรียนที่ใช้วิธีอ่านหรือคัดลอกข้อความจากผู้อื่นเพียงอย่างเดียว บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนช่วยให้ผู้เรียนสามารถมีกิจกรรมร่วมในบทเรียนได้หลายลักษณะ
ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามแสดงความคิดเห็นเลือกกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน กิจกรรมเหล่านี้เองที่ไม่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อมีส่วนร่วมก็มีส่วนคิดนำ หรือคิดตามบทเรียน ย่อมมีส่วนผูกประสานให้ความจำดีขึ้น สิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การจำของผู้เรียนดีขึ้น ผู้ออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ร่วมทำกิจกรรมในบทเรียนอย่างต่อเนื่อง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสตอบสนองต่อบทเรียนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งตลอดบทเรียน
เช่น ตอบคำถาม ทำแบบทดสอบ ร่วมทดลองในสถานการณ์จำลอง
เป็นต้น ถามคำถามเป็นช่วงๆ
สลับกับการนำเสนอเนื้อหาตามความเหมาะสมของลักษณะเนื้อหาเร่งเร้าความคิดและจินตนาการด้วยคำถาม
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยใช้ความเข้าใจมากกว่าการใช้ความจำ
กรอบตอบสนองของผู้เรียน กรอบคำถามและกรอบการตรวจสอบเนื้อหาควรอยู่บนหน้าจอเดียวกันเพื่อสะดวกในการอ้างอิง
7. ให้ข้อมูลย้อนกลับ (Provide
Feedback)
ผลจากการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะกระตุ้นความสนใจจากผู้เรียนได้มากขึ้น ถ้าบทเรียนนั้นท้าทาย โดยการบอกเป้าหมายที่ชัดเจน และแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่าขณะนั้นผู้เรียนอยู่ที่ส่วนใดห่างจากเป้าหมายเท่าใด
การให้ข้อมูลย้อนกลับดังกล่าว ถ้านำเสนอด้วยภาพจะช่วยเร่งเร้าความสนใจได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะถ้าภาพนั้นเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน อย่างไรก็ตามการให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยภาพหรือกราฟิก อาจมีผลเสียอยู่บ้างตรงที่ผู้เรียนอาจต้องการดูผลว่าหากทำผิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเป็นบทเรียนที่ใช้กับกลุ่มเป้าหมายระดับสูงหรือเนื้อหาที่มีความยาก
การให้ข้อมูลย้อนกลับด้วยคำเขียน สิ่งที่ต้องพิจารณาในการให้ข้อมูลย้อนกลับมีดังนี้
ให้ข้อมูลย้อนกลับทันที หลังจากผู้เรียนโต้ตอบกับบทเรียนควรบอกให้ผู้เรียนทราบว่าตอบถูกหรือตอบผิด
โดยแสดงคำถาม คำตอบและการตรวจปรับบนกรอบเดียวกัน
ถ้าให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยการใช้ภาพ ควรเป็นภาพที่ง่ายและเกี่ยวข้องกับเนื้อหา
ถ้าไม่สามารถหาภาพที่เกี่ยวข้องได้อาจใช้ภาพกราฟิก
ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาก็ได้ หลีกเลี่ยงการใช้ผลทางภาพ (Visual
Effects)หรือการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ตื่นตาเกินไป
8. ทดสอบความรู้ใหม่ (Assess
Performance)
การทดสอบความรู้ใหม่หลังจากศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรียกว่า การทดสอบหลังบทเรียน ( Post-
test) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบความรู้ของตน นอกจากนี้จะยังเป็นการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ เพื่อที่จะไปศึกษาในบทเรียนต่อไปหรือต้องกลับไปศึกษาเนื้อหาใหม่ การทดสอบหลังบทเรียนจึงมีความจำเป็นสำหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ทุกประเภทนอกจากจะเป็นการประเมินผลการเรียนรู้แล้ว การทดสอบยังมีผลต่อความคงทนในการจดจำเนื้อหาของผู้เรียน
ถ้าบทเรียนมีหลายหัวเรื่องย่อยอาจแยกแบบทดสอบว่าเป็นส่วน ๆ ตามเนื้อหา
โดยมีแบบทดสอบรวมหลังบทเรียนอีกชุดหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ออกแบบบทเรียนต้องการแบบใดสิ่ง ที่ต้องพิจารณาในการออกแบบทดสอบหลังบทเรียน มีดังนี้
ชี้แจงวิธีการตอบคำถามให้ผู้เรียนทราบก่อนอย่างแจ่มชัด รวมทั้งคะแนนรวม คะแนนรายข้อและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
เช่น เกณฑ์ในการตัดสินผล แบบทดสอบวัดพฤติกรรมตรงกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบทเรียนและควรเรียงลำดับจากง่ายไปยาก ข้อคำถามคำตอบและการตรวจปรับคำตอบควรอยู่บนกรอบเดียวกันและนำเสนออย่างต่อเนื่องด้วยความรวดเร็ว หลีกเลี่ยงแบบทดสอบแบบอัตนัยที่ให้ผู้เรียนพิมพ์คำยาว ๆ
9. สรุปและนำไปใช้ (Review and Transfer)
การสรุปและนำไปใช้จัดว่าเป็นส่วนสำคัญในขั้นตอนสุดท้ายที่บทเรียนจะต้องสรุปมโนคติของเนื้อหาเฉพาะประเด็นสำคัญ
ๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทบทวนความรู้ของตนเองหลังจากศึกษาเนื้อหาผ่านมาแล้ว ในขณะเดียวกันบทเรียนต้องใช้ในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องหรือให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมเพื่อแนะแนวทางให้ผู้เรียนได้ศึกษาต่อในบทเรียนถัดไป
หรือนำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นต่อไป
ลักษณะโปรแกรมที่ใช้สร้าง
CAI
บูรณะ สมชัย (2538 : 33-36) ได้อธิบายลักษณะของลักษณะโปรแกรมที่ใช้สร้าง CAI ไว้ดังต่อไปนี้
1. คุณลักษณะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สร้างบทเรียน CAI
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่นำมาใช้สร้างบทเรียน CAI ประยุกต์มาจากโปรแกรมนำเสนอผลงาน presentation
software ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท
ได้แก่
1) โปรแกรมนำเสนอด้วยภาพนิ่ง
( Slide Presentation Software)
2) โปรแกรมนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหว
( Animation Presentation Software)
3) โปรแกรมสื่อประสม ( Multimedia
or Integration Video)
เปรียบเทียบโปรแกรมทั้ง 3 ประเภท
โปรแกรม
คุณภาพ
อุปกรณ์เพิ่ม
ซอฟแวร์
ราคา
Slide Presentation
Animation
Presentation Multimedia
ดี
ดีมาก
ดีที่สุด
0
X
XX
X
XX
XXX
PC
แพง
แพงมาก
0 = ไม่มี
X = มี XX
= มีมาก XXX
= มีมาก ๆ
โปรแกรมภาพเคลื่อนไหวและโปรแกรมสื่อประสม
เป็นสื่อในการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ต้องมีโปรแกรม ( Software) และอุปกรณ์ ( Hardware) เพิ่มมากขึ้น
และราคาแพงในหลักสูตรนี้จะเป็นการนำเอาโปรแกรมนำเสนอด้วยภาพนิ่ง Slide Presentation Software มาประยุกต์สร้าง บทเรียน CAI ซึ่งโปรแกรมจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. สร้างภาพ ( Graphic) ได้
2. สร้างตัวอักษร ( Text) ได้
3. นำเสนอต่อเนื่องได้
4. ทำแบบทดสอบได้
2. การเลือกโปรแกรม
โปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ประยุกต์ทำบทเรียน CAI นั้นไม่ต่างประเทศมีหลายบริษัทจัดทำขึ้นและมีการพัฒนาอยู่เสมอจึงมี คุณสมบัติคล้ายคลึงกันและแตกต่างเฉพาะรูปแบบของหน้าต่าง ( Window) ไอคอน ( Icon) เมนู ( Menu)คุณภาพ เช่น PC Storyboard Plus Show Partner F/X.
Harvard Graphicเป็นต้น
ในประเทศไทยมีนักพัฒนาโปรแกรมหลายคนได้พัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้สร้างบทเรียน CAI อาเซียนโปรแกรม THAISHOW พัฒนาโดยอาจารย์อาจหาญ
สัตยารักษ์ โปรแกรมมุกดาพัฒนาโดยอาจารย์สุมงคล วีระชาตินุกุล
และยังมีอีกหลายคนที่ไม่เผยแพร่ทั่วไป
การพิจารณาเลือกโปรแกรมคำนึงถึง
1) ใช้กับ PC ทั่วไปได้
2) สร้างภาพได้ง่าย
3) สร้างตัวอักษรไทยอังกฤษได้
4) นำเสนอบทเรียนต่อเนื่องด้วยเทคนิคต่างๆได้
5) จับภาพจากโปรแกรมอื่นได
6) นำโปรแกรมอื่นมาต่อร่วมได้
7) ทดสอบและวัดผลได้
การวิเคราะห์โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อใช้สร้างบทเรียน CAI
โปรแกรม
ชนิดจอ
PM
TM
SE
PT
LE
EV
หมายเหตุ
เทา
สี
T
E
PC Storyboard live
Show Partner F/X
Harvard Graphic
THAISHOW
มุกดา
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
-
-
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
/
-
-
/
-
-
-
-
-
-
-
/
-
หมายเหตุ PM
= สร้างรูปภาพได้
SE = จัดนำเสนอต่อเนื่องได้
TM = สร้างตัวอักษรได้
PT = จับภาพจากโปรแกรมอื่นได้
T = ภาษาไทย
LE = ต่อร่วมกับโปรแกรมอื่นได้
E = ภาษาอังกฤษ
EV = ทำข้อสอบ และประเมินผลได้
จะเห็นได้ว่าโปรแกรม PC Storyboard live มีความสามารถครบยกเว้นประมวลผลข้อสอบส่วนโปรแกรม THAISHOW ประมวลผลข้อสอบได้แต่จับภาพ ( PT) และต่อร่วมกับโปรแกรมอื่น
( LE) ไม่ได้
ทั้งยังยุ่งยากในการใช้งานเหมาะสมกับผู้ที่มีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมมาแล้ว
ในหลักสูตรนี้จึงได้นำเอา 2 โปรแกรมนี้มาใช้ร่วมกันในส่วนการสร้างและนำเสนอบทเรียนใช้โปรแกรม PC
Storyboard live ซึ่งสามารถสร้างภาพและตัวอักษรได้ง่าย
มีฟอนต์ภาษาไทยด้วยทั้งยังจับภาพจากโปรแกรมอื่นมาร่วมกันได้ส่วนที่เป็นข้อสอบของบทเรียนนั้น ใช้โปรแกรม THAISHOW ซึ่งได้ซึ่งในที่นี้ได้จัดทำไฟล์ข้อสอบไปแล้ว เพียงแต่เดิมข้อความลงไปในช่องว่างที่เว้นไว้โดยโปรแกรมราชวิถี และนำไปต่อร่วมกับโปรแกรม PC Storyboard live ในบทเรียน CAI ก็จะสมบูรณ์แบบและเมื่อมีความชำนาญแล้วก็จะสามารถใช้ได้ทุกโปรแกรมจัดทำบทเรียน CAI ได้
ข้อดีและข้อเสียของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ทักษิณา วิไลลักษณ์ (25 51 : 28-29) ได้กล่าวถึงข้อดีและข้อเสียของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ดังนี้
1. ข้อดีในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Hannafin
& Peck, 1988)
1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีการโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบทเรียน
ในขณะที่เรียนมากกว่าสื่อการเรียนการสอนประเภทอื่น
เนื่องจากใช้คอมพิวเตอร์ในการนำเสนอบทเรียน
2) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีส่วนช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนแบบราย บุคคล ( Individualization) ได้อย่างมีประสิทธิผล ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
เวลาใดก็ได้ตามความต้องการ
3 ) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ช่วยลดต้นทุนในด้านการจัดการเรียนการสอนได้ เพราะการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ไม่ต้องใช้ครูผู้สอนเมื่อสร้างบทเรียนแล้ว การทำซ้ำเพื่อการเผยแพร่ใช้ต้นทุนต่ำมาก และสามารถใช้กับผู้เรียนได้เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบการสอนโดยใช้ครูผู้สอน
4) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
มีแรงจูงใจให้ผู้เรียนสนใจเรียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ในการนำเสนอบทเรียน
เป็นสิ่งแปลกใหม่ มีการปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนตลอดเวลา
ผู้เรียนไม่เบื่อหน่าย ทำให้ช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนด้วย
5) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้ผลย้อนกลับ (Feedback) แก่ผู้เรียนได้
อย่างรวดเร็วผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตนเองได้ทันที
6) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สะดวกต่อการติดตามประเมินผลการเรียน
โดยมีการออกแบบสร้างโปรแกรมให้สามารถเก็บข้อมูลคะแนนหรือผลการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนไว้
สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินผลได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
เมื่อเปรียบเทียบกับครูผู้สอน
7 ) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีเนื้อหาที่คงสภาพแน่นอน เนื่องจากเนื้อหาของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผ่านการตรวจสอบ
ให้มีเนื้อหาที่ครอบคลุม จัดลำดับความสำคัญของเนื้อหาอย่างถูกต้อง มีความคงสภาพเหมือนเดิมทุกครั้งที่เรียน ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าผู้เรียนเมื่อได้เรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกครั้งจะได้เรียนเนื้อหาที่คงสภาพเดิมไว้ทุกประการ ต่างจากการสอนด้วยตัวครูครูผู้สอนที่มีโอกาสที่การสอน แต่ละครั้งของครูผู้สอนในเนื้อหาเดียวกันอาจมีลำดับเนื้อหาไม่เหมือนกันหรือข้ามเนื้อหาบางส่วนไป
2. ข้อเสียในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
1) ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
2) ไม่สามารถสื่อความรู้สึกอารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง
3) ผู้เรียนบางคนไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองได้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น