E-Learning
E-Learning
|
e-Learning
(Electronic learning) คือ การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ความหมายของ E-learning ถูก ตีความต่างกันไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน แต่มีส่วนที่เหมือนกันคือใช้เทคโนโลยี
เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยมีการพัฒนาตลอดเวลา ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
สำหรับผู้เขียนให้ความหมายของ E-learning ว่าเป็น "การใช้เทคโนโลยี
โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตเข้ามาส่งเสริมการเรียน การสอน ให้เกิดประสิทธิผล" คำว่า E นั้นย่อมาจาก Electronic ส่วนคำว่า learning มีความหมายตรงตัวว่าการเรียนรู้ เมื่อนำมารวมกันหมายถึงการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนจะได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตน โดยเนื้อหาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอและมัลติมีเดียอื่น ๆ จะถูกส่งไปยังผู้เรียนผ่าน Web Browser โดยผู้เรียน ผู้สอน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยอาศัยเครื่องมือการติดต่อ สื่อสารที่ทันสมัย (e-mail, web-board, chat) จึงเป็นการเรียนสำหรับทุกคน, เรียนได้ทุกเวลา และทุกสถานที่ (Learn for all : anyone, anywhere and anytime) Reference: https://youtu.be/viHILXVY_eU การนำ e-Learning ไปใช้ประกอบการเรียนการสอน 1. สื่อเสริม (supplementary) นอกจากเนื้อหาที่ปรากฏในลักษณะ e-Learning แล้ว
ผู้เรียนยังสามารถศึกษาเนื้อหาเดียวกันนี้ในลักษณะอื่น ๆ เช่น
จากเอกสารประกอบการสอน เป็นต้น การใช้ e-Learning ในลักษณะนี้ผู้สอนเพียงต้องการให้ผู้เรียนมีทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับการเข้าถึงเนื้อหา 2. สื่อเติม (complementary) ผู้สอนออกแบบเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมจาก e-Learning 3. สื่อหลัก (comprehensive replacement) เป็นการนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะแทนที่การบรรยายในห้องเรียน
ผู้เรียนจะต้องศึกษาเนื้อหาทั้งหมดออนไลน์ องค์ประกอบของ e-Learning 1.ระบบบริหารการเรียน หรือ LMS
ซึ่งย่อมาจาก e-Learning Management
System ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารและการกำหนดลำดับของเนื้อหาในบทเรียน แล้วนำส่งผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้เรียน
ซึ่งรวมไปถึงขั้นตอนการประเมินผล ควบ คุม
และสนับสนุนการให้บริการทั้งหมดแก่ผู้เรียน
ระบบบริหารการเรียนจะทำหน้าที่ตั้งแต่ผู้เรียนเริ่มเข้ามาเรียน
โดยจัดเตรียมหลักสูตร บทเรียนทั้งหมดเอาไว้พร้อมที่จะให้ผู้เรียนได้เข้ามาเรียน เมื่อผู้เรียนได้เริ่มต้นบทเรียนแล้วระบบจะเริ่มทำงานโดยส่งบทเรียนตามคำขอของผู้เรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปแสดงที่ web browser ของผู้เรียน จากนั้นระบบก็จะติดตามและบันทึกความก้าวหน้า รวมทั้งสร้างรายงานกิจกรรมและผลการเรียนของผู้เรียนในทุกหน่วยการเรียนอย่างละเอียด จนกระทั่งจบหลักสูตร 2. เนื้อหารายวิชา เป็นบท และเป็นขั้นตอน (Contents)
หน้าที่
ของผู้เชี่ยวชาญ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สอนคือ การเขียนคำอธิบายรายวิชา
วางแผนการสอน ให้เหมาะสมกับเวลา ตรงกับความต้องการของสังคม
สร้างสื่อการสอนที่เหมาะสม แยกบทเรียนเป็นบท มีการมอบหมายงานเมื่อจบบทเรียน
และทำสรุปเนื้อหาไว้ตอนท้ายของแต่ละบท พร้อมแนะนำแหล่งอ้างอิงเพิ่มเติมให้ไปศึกษาค้นคว้า 3. การติดต่อสื่อสาร
มีเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้ติดต่อสอบถาม
ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างตัวผู้เรียนกับครู อาจารย์ผู้สอน
และระหว่างผู้เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนอื่นๆ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ · ประเภทช่วงเวลาเดียวกัน (synchronous) ได้แก่ chat · ประเภทช่วงเวลาต่างกัน (asynchronous) ได้แก่ web-board, e-mail 4. การสอบ/ วัดผลการเรียน (Evaluation) โดยทั่วไปแล้วการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรียนในระดับใด หรือเรียนวิธีใด
ก็ย่อมต้องมีการสอบ/การวัดผลการเรียนเป็นส่วนหนึ่งอยู่เสมอ การสอบ/วัดผลการเรียนจึงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้การเรียนแบบ e-Learning เป็นการเรียนที่สมบูรณ์ บางวิชาจำเป็นต้องวัดระดับความรู้ก่อนสมัครเข้าเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนในบทเรียน
หลักสูตรที่เหมาะสมกับตนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้การเรียนที่จะเกิดขึ้นเป็นการเรียนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อเข้าสู่บทเรียนในแต่ละหลักสูตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบท และการสอบใหญ่ก่อนที่จะจบหลักสูตร |
รูปแบบของ E-learning
|
การพิจารณาว่าการจัดการเรียนการสอนลักษณะใดจึงจะเรียกว่าเป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบ
อีเลิร์นนิงนั้น Allen
and Seaman (2005) สมาคมสโลน ประเทศสหรัฐอเมริกาเสนอแนวคิดการจำแนกรูปแบบของการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงตามสัดส่วนของเนื้อหาที่นำเสนอตามอินเทอร์เน็ต เพื่อให้เหมาะกับลักษณะของที่เหมาสมกับผู้เรียน
ซึ่งสามารถจัดรูปแบบการเรียนได้เป็น 3 ประเภท คือ 1) แบบการใช้เว็บไซต์เพื่อการเรียนการสอน (Web Facilitated) 2) แบบผสมผสาน (Blended / Hybrid) และ 3) แบบออนไลน์ (online) ดังแสดงในตารางต่อไปนี้
ตารางแสดงการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงตามสัดส่วนของเนื้อหาที่นำเสนอทางอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้การใช้อีเลิร์นนิงยังสามารถแบ่งรูปแบบการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงโดยการแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ทางการเรียนการสอนโดยสามารถแบ่งรูปแบบการเรียนการสอนอีเลิร์นนิงเป็นอีก
3 รูปแบบ คือ 1.
อีเลิร์นนิงเพื่อเสริมการเรียน
(Supplement) เป็นการใช้อีเลิร์นนิงเพื่อเสริมจากการเรียนในชั้นเรียนปกติ
โดยยังคงใช้วิธีการสอนแบบเดิมในชั้นเรียนเป็นหลักและใช้อีเลิร์นนิงเป็นการเสริมการเรียน
เช่น เป็นบทเรียนทบทวน
เป็นเว็ปความรู้เพิ่มเติม หรือเป็นแบบทดสอบความรู้ที่มีเฉลยและข้อมูลป้อนกลับ (feed back)เป็นต้น ภาพแสดงตัวอย่างสื่อที่มีบทเรียนทบทวนความรู้ 2. อีเลิร์นนิงเพื่อการสอนแบบผสมผสาน (blended / hybrid learning) เป็นการจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิง และแบบเดิมในชั้นเรียนร่วมกัน โดยมีสัดส่วนการแบ่งจำนวนครั้ง หรือหน่วยการเรียนที่จะเรียนด้วยวิธีใด ใช้อีเลิร์นนิงลดสัดส่วนเวลาในการสอนแบบเดิมในชั้นเรียน ภาพแสดงตัวอย่างสื่อที่มีการสาธิตและให้ทำในห้องเรียน 3.
อีเลิร์นนิงที่เป็นทั้งระบบการเรียนการสอน
(Comprehensive
replacement) เทียบเคียงได้กับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online
Learning)
การใช้อีเลิร์นนิงรูปแบบนี้สามารถจำแนกตามวิธีการจัดการเรียนการสอนได้เป็น 2
วิธีการ คือ 1) ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง(Self – Paced Learning) เป็นการเรียนอีเลิร์นนิงที่ทดแทนการสอนปกติโดยเรียนเนื้อหาจากสื่อการเรียน เครื่องมือสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต และประเมินผลการเรียนของตัวเองวิธีนี้ผู้เรียนสามารถเลือกเนื้อหา และเวลาเรียนตามที่ตนพร้อมและสะดวก ในบทบาทของการกำหนดให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเองจากสื่อ การเรียนด้วยวิธีนี้ผู้สอนมีหน้าที่ออกแบบการเรียนรู้ด้วยวิธีอีเลิร์นนิงจัดเตรียมสื่อและกิจกรรมการเรียนไว้เท่านั้น ผู้สอนมีบทบาทในขณะที่ผู้เรียนกำลังเรียน ภาพแสดงตัวอย่างการเรียนออนไลน์แบบ Self – Paced Learning 2)
ผู้เรียนเรียนจากผู้สอนออนไลน์ เป็นการเรียนอีเลิร์นนิงที่ทดแทนการสอนในระบบชั้นเรียนโดยเรียนผ่านเนื้อหา
สื่อการเรียน เครื่องมือสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต และประเมินผลการเรียนในระบบออนไลน์
โดยผู้สอนเป็นผู้กำหนดกิจกรรมตามระยะเวลา เหมือนการสอนในระบบชั้นเรียน
ต่างกันตรงที่ผู้สอนและผู้เรียนไม่ได้เผชิญหน้ากัน (face to face) การเรียนด้วยวิธีนี้ผู้สอนรับหน้าที่ออกแบบการเรียนรู้ด้วยวิธีอีเลิร์นนิง
จัดเตรียมสื่อ และกิจกรรมการเรียน
ร่วมกิจกรรมการเรียนผ่านเครื่องมือสื่อสารการเรียนการสอนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้
ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในออนไลน์ จากการแบ่งรูปแบบบอีเลิร์นนิงมาแล้ว 2 แนวทางข้างต้นยังมีแนวคิดการแบ่งอีเลิร์นนิงอีกแนวทางโดยแบ่งตามลักษณะการสื่อสารการเรียนการสอน
สามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ 1.การเรียนการสอนแบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous Learning Methods) เป็นการเรียนการสอนที่สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อเพื่อให้ผู้เรียนเข้าเรียนรู้เนื้อหาวิชา ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ที่ใดก็ได้ โดยที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องรอเพื่อตอบโต้กันภายในเวลาเดียวกัน ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E – mail) กระดานข่าว (Web – board) เป็นต้น ภาพแสดงตัวอย่างการใช้เครื่องมือสื่อสารผ่านระบบ
กระดานข่าว (Web – Board) 2. การเรียนการสอนแบบประสานเวลา (Synchronous Learning Methods) เป็นการเรียนการสอนที่มีผู้ส่งและผู้รับอยู่ในเวลาเดียวกัน โดยใช้การรับส่งข่าวสารข้อมูลภายในเวลาเดียวกันหรือพร้อมกันเกิดการปฏิสัมพันธ์แบบทันทีทันใด เช่น ห้องสนทนา (Chat Room) การประชุมผ่านวีดิทัศน์ (Video Conference) เป็นต้น ภาพแสดงตัวอย่างการใช้การประชุมผ่านวีดิทัศน์ (Video Conference) สรุป รูปแบบบอีเลิร์นนิงที่แบ่งตามแนวคิดทั้ง 3 แนวคิด คือ 1.แบ่งตามสัดส่วนเนื้อหาที่นำเสนอทางอินเทอร์เน็ต
2.แบ่งตามการใช้ประโยชน์ทางการเรียนการสอน 3.แบ่งตามลักษณะการสื่อสารนั้น ทำให้เกิดถึงความเข้าใจถึงลักษณะอีเลิร์นนิงได้ชัดเจนขึ้น |
องค์ประกอบการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง
|
การเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงเป็นการเรียนทางไกลที่ผู้สอนและผู้เรียนมิได้อยู่ในบริบทชั้นเรียนและเวลาขณะเดียวกัน
มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาทดแทน
ซึ่งการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงสามารถแบ่งองค์ประกอบสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เป็น
6 องค์ประกอบ คือ 1) เนื้อหาและสื่อการเรียน 2) ระบบนำส่งสารสรเทศและการสื่อสาร 3) ระบบการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางการเรียน 4) ระบบการวัดและการประเมินผล 5) ระบบสนับสนุนการเรียน 6) ผู้สอนและผู้เรียน โดยแสดงรายละเอียดของแต่ละองค์ประกบตามลำดับดังนี้ 1. เนื้อหาและสื่อการเรียน เนื้อหา (content) และสื่อการเรียน (instructional media) เนื้อหาและสื่อการเรียนเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนอีเลิร์นนิง
คุณภาพของการเรียนอีเลิร์นนิงเกิดจากสิ่งสำคัญ คือ
เนื้อหาที่ผุ้สอนได้จัดรวบรวมไว้เพื่อให้ผุ้เรียนสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ได้ศึกษา
และค้นคว้าด้วยตนเอง ด้วยการคิดเชิงวิเคราะห์อย่างมีหลักการและเหตุผลตามเนื้อหาที่จัดเตรียมไว้ให้
โดยเนื้อหาต้องถ่ายทอดเป็นสื่อการเรียน ใน
การเรียนอีเลิร์นนิงต้องใช้เนื้อหาและสื่อการเรียนเป็นแหล่งความรู้หลักแทน
การเรียนจากผู้สอนในชั้นเรียน
ดังนั้นการออกแบบีเลิร์นนิงต้องให้ความสำคัญกับเนื้อหาและสื่อการเรียนใน ลักษณะสื่อดิจิตอลโดยมีการออกแบบเนื้อหาและสื่อการเรียนที่ยึดหลักสำคัญ
อย่างน้อย 3
ประการ คือ 1)
เนื้อหาและสื่อการเรียนต้องชัดเจน
สมบูรณ์จบในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้สอนมาอธิบาย 2) เนื้อหาสื่อการเรียนการสอนต้องออกแบบให้ผู้เรียนสามารถวัดความรู้ความเข้าใจของตนเองได้เป็นระยะ
และการประเมินความเข้าใจของตัวเองในภาพรวมได้ 3) เนื้อหาและสื่อการเรียนต้องออกแบบให้เหมาะสมกับผู้เรียน และทำงานได้ดีในระบบนำส่งสารสนเทศ ภาพแสดงตัวอย่างเนื้อหาสำหรับอีเลิร์นนิง 2. ระบบนำส่งสารสนเทศและการสื่อสาร ระบบ นำส่งสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนอีเลิร์นนิง
มีหลายรูปแบบทั้งแบบที่ใช้เทคโนโลยีจำนวนน้อยจนถึงระบบที่ใช้เทคโนโลยีจำนวน
มากชนิดหากสถาบันการศึกษาหรือผู้สอนเลือกใช้ระบบการนำส่งสารสนเทศและการสื่อ
สารที่เหมาะสมกับลักษณะผู้เรียนและมีความเสถียร ย่อมจะช่วยส่งเสริมให้เกิดคุณภาพในการจัดการเรียนแบบอีเลิร์นนิงได้อย่างดี
ระบบนำส่งสารสนเทศในที่นี้ได้แก่ ระบบบริหารจัดการเรียนการสอน (Learning Management System)
, เครื่องมือนำส่งสารในอินเทอร์เน็ต , อุปกรณ์และเครื่องมือในการเรียนอีเลิร์นนิง
เป็นต้น ภาพแสดงอุปกรณ์ในการเรียนอีเลิร์นนิง 3. ระบบสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางการเรียน การสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางการเรียน
เป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาทุกประเภท
การสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนจะช่วยให้ผู้เรียนมีความ เข้าใจมากขึ้น
ขณะเดียวกันผู้สอนก้จะได้ทราบถึงความก้าวหน้าของผู้เรียน
รวมทั้งสามารถวินิจฉัยความคลาดเคลื่อนในการรับความรู้ของผู้เรียนและให้ความ
รู้ที่ถูกต้องได้
การสื่อสารและการสร้างปฏิสัมพันธ์ในการเรียนแบบอีเลิร์นนิงนั้นต้องใช้
เทคโนโลยีการนำส่งสารสนเทศและการสื่อสารในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่สามารถเชื่อผู้เรียนและผู้สอนที่อยู่ไกลกันให้สามารถสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กันเสมือนอยู่ในสถานที่เดียวกัน ได้เข้ามาเพิ่มคุณภาพการศึกษาทางไกลได้อย่างดี
ระบบการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนอีเลิร์นนิงมี 2 รูปแบบ คือ 1.ปฏิสมัมพันธ์แบบประสานเวลา หรือ ทันทีทันใด (Synchronize) 2.ปฏิสัมพันธ์แบบไม่ประสานเวลา หรือ
ไม่ทันทีทันใด (Asynchronized) ภาพแสดงระบบการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง
4. ระบบการวัดและการประเมิน การวัดและการประเมินผลในการเรียนแบบอีเลิร์นนิงที่ต้องใช้หลักการประเมินตามแนวทางการจัดการศึกษาแบบ
“เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” โดยมีการประเมินระหว่างการเรียน (formative evaluation) นั้น ผู้เรียนจะเป้นผู้ประเมินตนเองเป้นหลัก
และผู้สอนจะเป็นผู้ให้คำแนะนำและความช่วยเหลือและรวมถึงการประเมินหลังการเรียน (summative evaluation) ซึ่งเป็นการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ซึ่งส่วนใหญ่ประเมินโดยผู้สอน วิธีประเมินผลในดารเรียนอีเลิร์นนิง สามารถประเมินจากการตอบคำถาม
การทำแบบทดสอบ การประเมินจากผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
และอาจจะให้ผู้เรียนประมวลความรู้ความเข้าใจออกมาในรูปแบบรายงานหรือการนำ
เสนองาน
ซึ่งสามารถใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีนำส่งสารและการสื่อสารเพื่อแสดงผลการ
วัดและการประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนเช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียน ภาพแสดงตัวอย่างการประเมินผลจากแบบทดสอบ 5. ระบบสนับสนุนการเรียน ระบบสนับสนุนการเรียนอีเลิร์นนิง แบ่งเป็น 3 ระบบ คือ 1.
ระบบสนับสนุนการเรียนด้านเทคนิค
(Technical
support) เนื่องจากการเรียนอีเลิร์นนิงต้องใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน
หากเทคโนโลยีหยุดชะงัก ก็จะทำให้การเรียนการสอนมีปัญหาอย่างยิ่ง 2.
ระบบสนับสนุนการเรียนด้านวิชาการ
(Academic
support) เพื่อให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำด้านการเรียนการสอนและหลักสูตร 3.
ระบบสนับสนุนด้านสังคม
(Social
support) เพื่อทดแทนสังคมในการเรียนแบบปกติ (Tradition) ที่ขาดหายไปของผู้เรียน รวมทั้งช่วยให้กำลังใจ
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจ เกิดความมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อจนจบรายวิชาหรือจบตามหลักสูตร ภาพแสดงตัวอย่างระบบสนับสนุนการเรียนด้านเทคนิค 6. ผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนและผู้เรียนมีความสำคัญกับการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง
ที่เป็นระบบการศึกษาทางไกล ความพร้อมของผู้สอนและผู้เรียน เจตคติ (ทัศนคติ)
ความรู้ ความเข้าใจในบริบทการเรียนการสอนทางไกลของผู้เรียนและผู้สอนแบบอีเลิร์นนิง
และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนการ
สอนได้อย่างดี องค์ประกอบในการเรียนการสอนอีเลิร์นนิง ที่เป็นการเรียนในระบบทางไกลผู้สอนและผู้เรียนในบริบทที่ห่างกันด้วยสถานที่ ระยะทาง และเวลา ผู้เรียนต้องมีการเรียนด้วยตนเองผ่านเนื้อหาและสื่อการเรียน โดยใช้เทคโนโลยีในอินเทอร์เน็ตด้านระบบนำส่งสารสนเทศและการสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญ ต้องมีระบบการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์ทางการเรียน เนื่องจากผู้สอนผู้เรียนอยู่ห่างกัน ขณะที่การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงนั้น ระบบการวัดและประเมินผลสามารถดำเนินการได้โดยใช้เครื่องมือประเมินผลการเรียนที่ระบบได้ออกแบบไว้ นอกจากนี้ยังมีระบบสนับสนุนการเรียนด้านเทคนิคในคอมพิวเตอร์เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระบบสนับสนุนด้านวิชาการ และระบบสนับสนุนด้านสื่อสารไว้คอยช่วยเหลือผู้เรียนให้สามารถเรียนแบบอีเลิร์นนิงได้อย่างประสบความสำเร็จ แต่ทั้งนี้องค์ประกอบสำคัญด้านผู้เรียนและผู้สอนนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต้องแสดงบทบาทของผู้เรียนแบบอีเลิร์นนิงและผู้สอนแบบอีเลิร์นนิง ภาพแสดงการสรุปองค์ประกอบในการเรียนการสอนอีเลิร์นนิง ข้อดีและข้อจำกัดของ E-Learning
1. เป็นการศึกษาด้วยตนเองไม่ตรงกัน e-learning มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ที่จะปรับแต่งความต้องการเฉพาะของผู้เรียนแต่ละคน
ตามความต้องการของไม่ซ้ำกันเราไม่ได้หมายถึงรูปแบบการเรียนรู้
5. มีมากเกินไปในสิ่งที่เรียนรู้ 1. ความสำคัญของ e-Learning อยู่ ที่การออกแบบ ดังนั้นแม้ว่าเนื้อหา วิธีการ
ที่มีอยู่จะส่งผ่านระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพอย่างไรก็ตาม
แต่ถ้ารูปแบบไม่น่าสนใจ ไม่สามารถดึงความสนใจของผู้เรียนไว้ได้ ก็ทำให้ผู้เรียนไม่อยากเรียน
ก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ในการศึกษาหาความรู้ การนำ e-Learning ไปใช้
นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้วยังทำให้เพิ่มค่าใช้จ่ายและเสียเวลาอีกด้วย
2. การใช้ e-Learning ต้อง มีการลงทุนในเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง
ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ที่พร้อมด้วยอุปกรณ์มัลติมีเดีย และประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่ต้องเข้ากันได้ดี
และต้องคำนึงถึงการเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ
เพื่อการติดต่อสื่อสารทั้งระหว่างผู้เรียน ผู้สอนอีกด้วย การเรียน
การอบรมสัมมนาแบบ e-learning ออ นไลน์ให้ประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งสำคัญก็คือ การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของผู้เรียน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากกันและกัน
และที่สำคัญอีกประการคือ
ผู้สอนเองจะต้องมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบทันควันให้กับผู้เรียน เพื่อทำให้ผู้เรียนไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง
และจะต้องพยายามสร้างบรรยากาศให้เกิดการแสดงความคิดเห็น
แต่อย่างไรก็ตามผู้เรียนจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเอง มีวินัยและมีการวางแผนระบบการเรียนให้เหมาะสมกับรูปแบบชีวิตของตนเอง จึงทำให้ e-learning เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตัวอย่าง e-Learning คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม
การเรียนการสอบบนเว็บ(Web-Based
Learning) การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ
การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น คนส่วนใหญ่มักจะใช้คาว่า e-learning กับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้
เทคโนโลยีของเว็บ (Web
Based Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหา
รวมถึงเทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตร (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ
โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยระบบ e-learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ หรือ
จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ ที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ ของ e-learning สามารถนาเสนอ โดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia
Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ(interactive Technology) |
|















ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น